บทความทั้งหมด

ปรับปรุงล่าสุด 28/04/2564
โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ: บทบาทพยาบาล

โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ: บทบาทพยาบาล

  •  9 เมษายน 2564

     โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เป็นปัญหาสุขภาพ เพศชายที่สำคัญ เนื่องจากมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วย และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายชาวยุโรปในช่วงอายุ 40-70 ปีพบอัตราความชุกร้อยละ52 ซึ่งผู้ป่วยโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มีโรคหัวใจและโรคความดัน โลหิตสูงเป็นโรคประจำตัว(Hatzimouratidisetal.,2010) ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการเก็บข้อมูลที่ชัดเจน จึงขาด ข้อมูลทางสถิติที่เป็นปัจจุบัน จากการสืบค้นข้อมูลความชุก โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศที่เก็บอย่างเป็นระบบใน ประเทศไทย พบข้อมูลล่าสุดเมื่อปีพ.ศ.2542 ซึ่งพบอัตรา ความชุกร้อยละ37.50โดยโรคนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ และการมีโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคร่วม(Kongkanand, 2000) จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับสถิติผู้ป่วย โรคที่เป็นสาเหตุของโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ พบว่า โรคความดันโลหิตสูงมีอัตราป่วยสูงสุดจำนวน 602,548ราย อัตราป่วย937.58 ต่อประชากรแสนคน และพบโรคหัวใจ ขาดเลือดจำนวน24,587ราย อัตราป่วย38.26ต่อประชากร แสนคนซึ่งเป็นอัตราที่สูง(อมราทองหงษ์,กมลชนกเทพสิทธา, และภาคภูมิจงพิริยะอนันต์,2555) นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่ม ผู้สูงอายุมีอัตราความชุกของโรคเรื้อรังหลายโรค และผู้สูงอายุ มักมีปัญหาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ชนิกาเจริญจิตต์กุล, 2554)จากสถิติสำนักทะเบียนราษฎร์พบว่าในปีพ.ศ.2552 ประเทศไทยมีประชากร67.20ล้านคน และเป็นประชากร สูงอายุ7.20ล้านคน ซึ่งหมายความว่าในประชากรประมาณ 10 คน จะเป็นผู้สูงอายุ1 คน จึงสามารถคาดคะเนได้ว่า อัตราความชุกของผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ต้องเพิ่มจำนวนมากขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุด้วย การหย่อนสมรรถภาพทางเพศจะทำให้วิถีธรรมชาติ ในการดำรงชีวิตผิดปกติไป หลายคนมีความเชื่อว่าการมี เพศสัมพันธ์เป็นยาอายุวัฒนะของมนุษย์ที่จะทำให้เกิดความสุข สงบ และสันติในครอบครัว ทำให้มีชีวิตชีวาและประการสำคัญ คือ ช่วยให้มีอายุยืนยาวขึ้น จากการวิจัยพบว่าประชาชน ชาวอเมริกันและยุโรปที่แต่งงานและอยู่กันจนแก่เฒ่า มีอายุขัย เฉลี่ยยืนยาวมากกว่าคนโสดหรือเป็นหม้าย (ศรีนวล สถิตวิทยานันท์, 2551) ปัจจุบันประเทศไทยได้ ก้าวเข้าสู่เมืองของผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ปัญหาการหย่อน สมรรถภาพทางเพศจึงเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่จะต้องพบมากขึ้น อย่างปฏิเสธไม่ได้พยาบาลเป็นผู้ให้การบริการสุขภาพที่ เข้าถึงผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ง่าย จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหา ความไม่สมดุลในเรื่องเพศสัมพันธ์กับคู่ชีวิต หากพยาบาล มีความเข้าใจและแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้อง จะสามารถช่วย ให้ผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีชีวิตครอบครัวที่มี ความสุขได้

กลไกการแข็งตัวขององคชาต

        กลไกการแข็งตัวขององคชาตมีความเกี่ยวข้องกับ การทำงานของร่างกาย 3 ระบบ ได้แก่ระบบหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบฮอร์โมน ซึ่งระบบเหล่านี้ถูกกระตุ้น โดยความต้องการทางเพศ (Lee,2002; McVary,2007) กล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

1.ระบบหลอดเลือด (vascularsystem) องคชาต ประกอบด้วยกล้ามเนื้อในชั้น corpora คือ กล้ามเนื้อ corpora cavernosa2 มัด และกล้ามเนื้อ corpus spongiosum 1 มัด ซึ่งภายในกล้ามเนื้อทั้ง 3 มัด จะมีโพรงมากมาย สำหรับรับเลือดเข้าไปเพื่อให้เกิดการแข็งตัวขององคชาต และถัดออกมาจะเป็นชั้นของfibrous tissue membrane ที่เรียกว่าtunicaalbugina ซึ่งหุ้มชั้น corpora อยู่เพื่อจำกัด การขยายตัวขององคชาต ในขณะที่องคชาตอ่อนตัว(flaccid state) การไหลเวียนของเลือดระหว่างหลอดเลือดแดงที่นำเลือด เข้าไปใน corpora และหลอดเลือดดำที่นำเลือดออกจาก corporaจะอยู่ในภาวะสมดุล คือ arterialflow เท่ากับ venous outflow แต่ในขณะที่องคชาตแข็งตัว (erection phase) การไหลเวียนของarterialflow จะเพิ่มขึ้น ทำให้ เลือดไหลเข้าไปในโพรงsinusoids ภายใน corpora มากขึ้น ส่งผลให้องคชาตเกิดการขยายตัวได้และการที่องคชาต จะสามารถคงการแข็งตัวอยู่ได้นั้น เกิดเนื่องมาจากการที่ หลอดเลือดดำถูกกดโดยcorpora ที่ขยายตัวออก ทำให้ การไหลออกของเลือดผ่านหลอดเลือดดำลดลง การไหลเวียน ของเลือดเข้าไปใน corpora ถูกกระตุ้นโดยacetylcholine (Ach) ซึ่ง Ach ไม่ได้มีผลโดยตรงต่อการเพิ่ม arterial flow แต่เป็น co-neurotransmitter ที่ทำงานร่วมกับ nonpeptidinergic intracellular neurotransmitters ต่างๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการขยายหลอดเลือด

2. ระบบประสาท (nervous system and psychogenicstimuli) ในบางครั้งการแข็งตัวขององคชาต เกิดจากการทำงานของ sacral nerve reflex arc เช่น กรณีที่องคชาตแข็งตัวในขณะนอนหลับ อย่างไรก็ตาม การแข็งตัวขององคชาตที่มาจากการกระตุ้นทางเพศนั้น จะถูกควบคุมโดยระบบประสาทส่วนกลาง เช่น การเห็น ภาพที่กระตุ้นกามารมณ์การได้ยินคำพูดไพเราะ การได้กลิ่น จำเพาะบางอย่าง ก็สามารถทำให้องคชาตแข็งตัวได้ซึ่งใน กรณีนี้สมองจะส่งสัญญาณประสาทผ่านทางไขสันหลัง เพื่อไปยังperipheral cholinergic nerve ที่อยู่บริเวณ หลอดเลือด corpora ซึ่งประกอบด้วย inhibitory sympathetic neurons (T11-L2), proerectogenic parasympathetic neurons และ proerectogenic somatic neurons (S2-S4)จึงส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของ องคชาตได้ 3. ระบบฮอร์โมน (hormonal system)ฮอร์โมน เพศชาย(testosterone) มีผลกระตุ้นความต้องการทางเพศ ในผู้ชาย ซึ่งความเข้มข้นของ testosterone ในเลือด ปกติมีค่า 300-1,100 นาโนกรัม/เดซิลิตร ดังนั้น ในผู้ที่ มีระดับ testosterone ต่ำกว่าเกณฑ์ปกติจึงมักรู้สึก ไม่มีแรง อารมณ์ซึมเศร้า และความต้องการทางเพศลดลง เมื่อความต้องการทางเพศลดลง ก็จะส่งผลให้องคชาต ไม่แข็งตัว หรือในบางคนอาจไม่มีความต้องการทางเพศเลย

 

ความหมายและระดับการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

        Hatzimouratidis et al. (2010) กล่าวว่า โรคการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ หมายถึง การที่อวัยวะเพศ ไม่สามารถแข็งตัวได้นานพอในขณะมีเพศสัมพันธ์จนถึง ขั้นสำเร็จความใคร่เป็นประจำ หรือเกิดขึ้นทุกครั้งที่มี เพศสัมพันธ์แต่ยังมีระดับความรู้สึกต้องการทางเพศปกติ โดยระดับความรุนแรงของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ ระดับที่1 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับ เล็กน้อย คือ องคชาตสามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะ มีเพศสัมพันธ์เกือบทุกครั้ง ระดับที่2 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับ ปานกลาง คือ องคชาตสามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะ มีเพศสัมพันธ์บางครั้ง ระดับที่3 การหย่อนสมรรถภาพทางเพศโดย สิ้นเชิง คือ องคชาตไม่สามารถแข็งตัวได้ดีพอสำหรับที่จะมี เพศสัมพันธ์โดยเกิดอาการนี้ทุกครั้งที่มีความรู้สึกต้องการ ทางเพศ ในบางราย อาจเกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ แบบทันทีซึ่งสัมพันธ์กับการได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง บริเวณ T11-S4

สาเหตุของการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

       การหย่อนสมรรถภาพทางเพศเกิดจากหลายสาเหตุ จากการทบทวนวรรณกรรม สามารถจัดหมวดหมู่ข้อมูล ของสาเหตุได้เป็น 7 สาเหตุ(สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ, 2553; ชนิกา เจริญจิตต์กุล, 2554; Hatzimouratidis et al., 2010) กล่าวโดยสรุปได้ดังนี

1. อายุที่เพิ่มขึ้น พบว่าอายุที่เพิ่มมากขึ้นพบอุบัติการณ์ การเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศเพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของต่อมที่ผลิตฮอร์โมน testosterone ทำให้ระดับฮอร์โมนลดลง

2. โรคประจำตัว พบว่าโรคประจำตัวหลายโรค เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ตามมา ดังนี

2.1  โรคหัวใจและหลอดเลือด โดยมีผลกระทบ ทำให้การไหลเวียนของเลือดแดงไปยังองคชาตลดลง นอกจากนี้ยาที่ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูงยังมีผลทำให้ องคชาตไม่แข็งตัวอีกด้วย

2.2  โรคเบาหวาน มักพบเมื่อมีอาการแสดง ของโรคเบาหวานตั้งแต่5 ปีขึ้นไป โดยผลกระทบของโรค มีผลต่อการทำลายหลอดเลือด ระบบประสาท และระบบ ฮอร์โมน ประกอบกับการมีโภชนาการต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม เช่น รับประทานอาหารพวกแป้งและไขมันมากเกินไป ทำให้ มีไขมันไปสะสมตามหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การเสื่อมของ หลอดเลือดเพิ่มมากขึ้น

2.3  โรคต่อมลูกหมากอักเสบ พบว่าเป็นสาเหตุ หนึ่งที่ทำให้การแข็งตัวขององคชาตไม่เต็มที่และไม่สามารถ ควบคุมการหลั่งอสุจิได้ความรุนแรงขึ้นอยู่กับการอักเสบ ที่เกิดขึ้น

3. การผ่าตัดและการบาดเจ็บในอุ้งเชิงกราน ทำให้ ใยประสาทจากบริเวณไขสันหลังที่ไปควบคุมการแข็งตัว ขององคชาตถูกตัดหรือถูกทำลาย ส่งผลต่อการหย่อน สมรรถภาพทางเพศตามมา

4. ยาที่ใช้ในการรักษาโรคประจำตัวบางชนิด ซึ่งเป็น สาเหตุที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ทั้งที่มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าหลัง การใช้ยาจะส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้ เช่น ยาฮอร์โมนเอสโตรเจน หรือยาฮอร์โมนโกลนาโดโทรฟิน ที่ใช้ในการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก ยาต้านโรคลมชัก ยาต้านความดันโลหิตสูงล้วนมีผลให้เกิดโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศที่รุนแรงมากขึ้น

5. ภาวะทางจิตใจเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้า รวมถึงผลจากความคิดด้านลบที่มีต่อตนเอง ซึ่งจะส่งผลให้ความรู้สึกต้องการทางเพศลดลง ทำให้เกิด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได

6. สังคมและเศรษฐกิจ พบว่าอาชีพและรายได้ มีผลต่อการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ โดยผู้ที่มีการศึกษา และรายได้สูง มีโอกาสเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ได้น้อยกว่าผู้ที่มีรายได้ต่ำ เนื่องจากมีการเข้าถึงข้อมูล ความรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยทั่วไป รวมถึงเรื่องสุขภาพ ทางเพศ และเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ดีกว่า

7. พฤติกรรมสุขภาพและปัจจัยอื่นๆ ดังนี้

7.1 การสูบบุหรี่สารเคมีในบุหรี่จะทำลาย หลอดเลือด และก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น ความดันโลหิตสูง มะเร็งต่างๆ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศตามมา

7.2 การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการนอน พักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง

7.3 การออกกำลังกาย ผลจากการออกกำลังกาย สม่ำเสมอทำให้ร่างกายแข็งแรงฮอร์โมนในร่างกายสมดุล อารมณ์ร่าเริง แจ่มใส ซึ่งผู้ที่ออกกำลังกายมีโอกาสเกิด การหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ออก กำลังกายเลย

7.4 พฤติกรรมทางเพศ เช่น รูปแบบการมี กิจกรรมทางเพศ ค่านิยม ความรู้ความต้องการทางเพศ คุณค่า และความรู้สึกนึกคิดต่อการมีเพศสัมพันธ์เช่น การมีพฤติกรรมทางเพศที่รุนแรงแล้วทำให้อีกฝ่ายเจ็บ หรือมีเลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์จนต้องหยุดการมี เพศสัมพันธ์อย่างกะทันหัน ทำให้รู้สึกสูญเสียคุณค่าและ เกิดความรู้สึกผิดต่อการมีเพศสัมพันธ์บางคนจำฝังใจ จนถึงขั้นที่พออีกฝ่ายบอกว่าเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ องคชาตจะอ่อนตัวลงอย่างกะทันหันและไม่กลับมาแข็งตัว อีก ส่งผลให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศได้

การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

        ปัจจุบัน การรักษาโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนใหญ่รักษาตามสาเหตุที่เกิด โดยวิธีการรักษาเริ่มตั้งแต่ การชี้แนะให้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง การกระตุ้นด้วยอุปกรณ์ การใช้ยาและการผ่าตัด ดังรายละเอียดต่อไปนี้(สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ,2553; ศรัณยพร กิจไชยา,จริยา อัครวรัณธร, และสลักจิต ชุติพงษ์วิเวท, 2555; Hatzimouratidis et al., 2010)

1. การรักษาด้วยยา มีดังนี้

1.1 ยากลุ ่มยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ phosphodiesterase-5 (PDE-5 inhibitor) เนื่องจาก การกระตุ้นให้องคชาตแข็งตัวนั้น เส้นประสาทในองคชาต จะมีการปล่อยสาร “ไนตริกออกไซด์” ออกมากระตุ้นให้ มีการสร้างสารไซคลิกจีเอ็มพี(cGMP) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้มีการคลายตัวของกล้ามเนื้อเรียบ sinusoidในองคชาต หลังจากนั้นองคชาตจึงแข็งตัวโดยสารไซคลิกจีเอ็มพีจะถูก ทำลายโดยเอ็นไซม์PDE-5 ดังนั้น การรับประทานยากลุ่ม PDE-5inhibitorจึงช่วยชดเชยให้การแข็งตัวขององคชาต ดีขึ้น ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ยาซิลเดนาฟิล(sildenafil) และที่กำลังจะวางจำหน่ายอีกหลายชนิด เช่น ทาดาลาฟิล (tadalafil)และวาเดนาฟิล(vardenafil) โดยให้รับประทาน ก่อนมีเพศสัมพันธ์ประมาณ 1 ชั่วโมง ผลข้างเคียงของยา ที่พบได้แก่อาการปวดศีรษะร้อนวูบ จากการที่มีหลอดเลือด ขยายตัว ซึ่งยามีค่าครึ่งชีวิตที่ยาวนาน คือ ประมาณ 17 ชั่วโมง

1.2 ยากลุ่มอะโปมอร์ฟีน (apomorphine) ให้อมใต้ลิ้น ประมาณ 10 นาทีก่อนการมีเพศสัมพันธ์ ยากลุ่มนี้ไม่มีข้อห้ามในการรับประทานร่วมกับยากลุ่ม ไนเตรต ประสิทธิภาพประมาณร้อยละ50ได้ผลเร็วภายใน 30 นาทีผลข้างเคียงของยาที่พบได้คือ คลื่นไส้อาเจียน เป็นต้น ยากลุ่มนี้จะออกฤทธิ์ที่บริเวณศูนย์ควบคุมการแข็งตัว ขององคชาตบริเวณ paraventricular nucleus (PVN) ซึ่งอยู่ในบริเวณก้านสมอง

1.3 ยากลุ่มที่ใช้สอดทางท่อปัสสาวะ หรือ medicatedurethral system forerection (MUSE) จะมีตัวยาprostaglandin E-1 ซึ่งออกฤทธิ์เป็นยาขยาย หลอดเลือด แต่การสอดทางท่อปัสสาวะต้องใช้ขนาดยาสูง และร้อยละ30 มีอาการแสบภายในท่อปัสสาวะขณะสอดยา อีกทั้งยามีราคาค่อนข้างสูงจึงไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก อย่างไรก็ตาม ยากลุ่มนี้จัดว่าเป็นยาที่มีความปลอดภัยสูง

1.4 ยาฉีดเข้าโคนองคชาต (intracavernous injection therapy: ICI) กลุ่มนี้มียาขยายหลอดเลือด หลายๆ ชนิด แต่ที่นิยมมากที่สุดจะเป็นกลุ่ม prostaglandin E-1(caverject) เช่นเดียวกับยาสอด แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ กลัวการฉีดยาเข้าตัวเอง และมีอาการปวดหลังการฉีดได้บ่อย อีกทั้งยามีราคาแพง จึงหมดความนิยมลงไป ทั้งๆ ที่ได้ ผลดีถึงร้อยละ 90

2. การใช้ปั๊มสุญญากาศ เป็นวิธีการรักษาง่ายๆ ที่ได้ผลดีเกือบร้อยละ90แต่อาจรู้สึกไม่เป็นธรรมชาติ อีกทั้งการต้องใช้ยางรัดที่โคนองคชาต อาจทำให้ผู้ใช้รำคาญ PAGE 137 รู้สึกชา หลั่งน้ำอสุจิไม่สะดวก จึงได้รับความนิยมไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม การใช้ปั๊มสุญญากาศเป็นวิธีทางเลือกที่เหมาะ กับผู้ที่มีรายได้น้อย เพราะลงทุนเพียงแค่ครั้งเดียว

3. การผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม แกนองคชาต เทียมที่ได้รับความนิยมจะเป็นแบบ 3 ชิ้น คือ มีแกน 2แกน ปั๊มน้ำ และถุงเก็บน้ำ การผ่าตัดทำได้ง่ายมาก มีเพียงแผล ขนาดเล็กระหว่างโคนองคชาตกับถุงอัณฑะ ยาว 1 นิ้ว การผ่าตัดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงมาก ได้ผลใกล้เคียง กับธรรมชาติแต่มีข้อเสียคือ มีราคาแพงมาก

การรักษาแต่ละวิธีนั้น มีข้อดีข้อเสียและความเหมาะสม กับผู้ป่วยแต่ละรายที่แตกต่างกัน พยาบาลซึ่งเป็นบุคคล ที่ดูแลผู้ป่วย จึงต้องมีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย กลุ่มนี้

บทบาทพยาบาลกับการดูแลผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศ

ในการดูแลผู้ป่วยโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ นั้น พยาบาลต้องมีความรู้และทักษะเฉพาะที่จะดูแลผู้ป่วย กลุ่มนี้โดยบทบาทที่พยาบาลสามารถปฏิบัติได้มี2 บทบาท สำคัญ ดังนี

1. บทบาทอิสระ คือ บทบาทที่พยาบาลสามารถ ปฏิบัติได้ตามขอบเขตของวิชาชีพโดยไม่ต้องรอความเห็น จากทีมสหสาขาวิชาชีพ ได้แก่การให้ความรู้ในการป้องกัน การลดสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศ การให้คำปรึกษากับผู้ป่วยที่เกิดการหย่อนสมรรถภาพ ทางเพศ ดังรายละเอียดต่อไปนี้(ศรีนวลสถิตวิทยานันท์, 2551; ชนิกาเจริญจิตต์กุล,2554; Feldman, Goldstein, Hatzichristou, Krane, & McKinlay, 1994)

1.1 ประเมินสภาพผู้ป่วย ด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกายเบื้องต้น เพื่อหาสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศ เพื่อให้การช่วยเหลือเบื้องต้น

1.2 ให้ความรู้เรื่องสุขภาพที่เหมาะสมกับกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันการเกิดโรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เช่น ให้ความรู้เรื่องการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคต่อมลูกหมากอักเสบ หรือเมื่อเกิดโรคเหล่านี้ขึ้น ต้องรับการรักษาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้โรคสงบเร็วที่สุด

1.3 พิทักษ์สิทธิ์ให้กับผู้ป่วยในรายที่เกิดโรคหย่อน สมรรถภาพทางเพศจากยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัว เช่น ยารักษาโรคความดันโลหิตสูง หากผู้ป่วยมีปัญหาที่รุนแรง และไม่สามารถแก้ไขได้พยาบาลต้องประสานงานกับแพทย์ เพื่อเปลี่ยนตัวยาใหม่ที่มีผลต่อสุขภาพทางเพศน้อยที่สุด

1.4 ให้การส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โดยแนะนำให้ออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างต่อเนื่อง

1.5 ให้คำปรึกษาและชี้แนะโดยการให้คำปรึกษา เรื่องข้อมูลสุขภาพที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ส่งต่อ หรือชี้แนะแนวทางการรักษาได้ถูกต้อง

1.6 เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้สนทนาเพื่อระบาย ความเครียดและลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายมากที่สุด รับฟัง และให้ ความรู้พร้อมวิธีการจัดการกับอารมณ์ดังกล่าวเป็นช่วงๆ ตามเนื้อหาและประเด็นการสนทนา

2. บทบาทกึ่งอิสระ คือ บทบาทที่พยาบาลสามารถ ปฏิบัติได้ตามขอบเขตของวิชาชีพ แต่ต้องอยู่ภายใต้ ความเห็นจากทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งบทบาทนี้ต้องมี การประสานงานระหว่างวิชาชีพและมีแบบแผนการปฏิบัติ ที่ไม่ขัดแย้งกัน โดยพยาบาลต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับ แผนการรักษา ดังนี้(สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ, 2553; ศรัณยพร กิจไชยา,จริยา อัครวรัณธร,และสลักจิต ชุติพงษ์วิเวท, 2555; Hatzimouratidis et al., 2010)

2.1 แนะนำ ให้ความรู้เกี่ยวกับการรักษาด้วยยา แต่ละกลุ่ม วิธีการใช้ยา และผลข้างเคียงที่พบ รวมทั้ง การดูแลตนเองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับยา

2.2  แนะนำวิธีการใช้ปั๊มสุญญากาศ ตามแผน การรักษา ดังนี้

2.2.1 นำแหวนยางรัดที่ปากกระบอก ทาหล่อลื่น ด้วยครีมหรือเจลหล่อลื่น

2.2.2 สอดองคชาตเข้าไปด้านใน จากนั้นดัน กระบอกให้แนบกับตัว ไม่ให้มีอากาศเข้าออกได้

2.2.3 เริ่มปั๊มโดยการบีบลูกยางต่อเนื่องหลายๆ ครั้ง อย่างช้าๆ จนกว่าจะรู้สึกตึงคับจากแรงกดบริเวณองคชาต

2.2.4 ทิ้งไว้ประมาณ 10วินาทีจากนั้นให้กด วาล์วเพื่อปล่อยลม ทำตามขั้นตอนทั้งหมดซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง โดยใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 10-15 นาที

2.2.5 เมื่อครบเวลาที่กำหนดหรือองคชาตแข็งตัว เต็มที่ ให้กดวาล์วปล่อยลม ดึงองคชาตออก และถอด แหวนยางออก แล้วดำเนินกิจกรรมทางเพศทันที

2.2.6 หลังจากเสร็จกิจกรรมทางเพศ ให้นำ อุปกรณ์ไปล้างให้สะอาดและผึ่งลมให้แห้ง

หมายเหตุ กลไกของปั๊มสุญญากาศคือ ทำให้ เกิดภาวะสุญญากาศบางส่วน ซึ่งทำให้สามารถดึงเลือด เข้ามาภายในองคชาต หลอดเลือดขยายตัว และทำให้ องคชาตแข็งตัวขึ้น อุปกรณ์ดังกล่าวมีอยู่3 ส่วน ได้แก่ กระบอกพลาสติกสำหรับครอบองคชาต ตัวปั๊มซึ่งช่วยดึง อากาศออกจากกระบอกสุญญากาศ และยางรัดซึ่งวาง รอบฐานขององคชาตเพื่อให้การแข็งตัวคงอยู่ได้หลังนำ กระบอกสุญญากาศออกและระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ หลังการหลั่งน้ำอสุจิองคชาต จะอ่อนตัวลง

 

 

2.3 การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด ใส่แกนองคชาตเทียมตามแผนการรักษา มีดังนี

2.3.1 อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าการผ่าตัดรักษา ภาวะหย ่อนสมรรถภาพทางเพศทำได้3 วิธีได้แก่ 1) การผ่าตัดใส่อวัยวะเทียมเป็นแกนองคชาต เพื่อให้ องคชาตสามารถแข็งตัวได้2) การสร้างหลอดเลือดแดงใหม่ เพื่อให้มีเลือดไหลเข้าองคชาตได้และ3)การหยุดเลือดดำ ไม่ให้ไหลออกจากองคชาต สำหรับการผ่าตัดใส่อวัยวะเทียม จะพิจารณาในผู้ป่วยที่รับประทานยาแล้วไม่ได้ผล หรือต้องการ แก้ไขแบบถาวร

2.3.2 เตรียมผู้ป่วยส่งห้องผ่าตัด และให้การดูแล หลังการผ่าตัดทั้งด้านร่างกายจิตใจและอื่นๆเหมือนการผ่าตัด ทั่วไป

2.3.3 หลังการผ่าตัด แนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติ ตัวอย่างเคร่งครัดตามแผนการรักษาของแพทย์และให้ กลับมาพบแพทย์ตามนัด เพื่อให้แพทย์ตรวจความสมบูรณ์ หลังการผ่าตัดก่อน เมื่อแพทย์อนุญาตจึงมีเพศสัมพันธ์ได้

ปัญหาภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย ไม่ได้มีผลกระทบต่อผู้ป่วยคนเดียว แต่จะมีผลต่อภรรยา หรือคู่นอนด้วย ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่าปัญหาภาวะหย่อน สมรรถภาพทางเพศเป็นปัญหาของทั้งคู่ ซึ่งควรแก้ไขปัญหา หรือยอมรับการรักษาร่วมกัน ภรรยาหรือคู่นอนจึงควรศึกษา และทำความเข้าใจภาวะนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำไดและควรมีการสื่อสารระหว่างกัน เพื่อเป็นพื้นฐานช่วยให้มี ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น และควรให้กำลังใจสามีหรือคู่นอน ว่าไม่ได้ถูกทอดทิ้งหรืออยู่กับปัญหาเพียงคนเดียว พยาบาล เป็นบุคลากรทางสุขภาพที่อยู่ใกล้ชิดและรับทราบปัญหา ผู้ป่วย จึงต้องแสดงบทบาทอิสระที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหา ให้กับผู้ป่วยเช่น การประเมินสภาพผู้ป่วยเพื่อค้นหาปัญหา ที่เกิดขึ้น และให้การแก้ไขตามบทบาทของตน ให้ความรู้ ที่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ให้คำปรึกษาชี้แนะที่ดีส่งเสริมสุขภาพ ผู้ป่วยให้แข็งแรงอยู่เสมอ ส่วนบทบาทกึ่งอิสระนั้น พยาบาล ต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับแผนการรักษา ทั้งการรักษา ด้วยยา วิธีการใช้ปั๊มสุญญากาศ ตลอดจนการดูแลผู้ป่วย เมื่อต้องรับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดใส่แกนองคชาตเทียม

เอกสารอ้างอิง

ชนิกา เจริญจิตต์กุล. (2554). เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ.

วารสาร มฉก.วิชาการ, 15(29), 97-112.

ศรัณยพร กิจไชยา,จริยา อัครวรัณธร,และสลักจิต ชุติพงษ์วิเวท.

(2555). การศึกษาวิเคราะห์ยารักษาอาการ หย่อนสมรรถภาพทางเพศที่ผิดกฎหมายในเขต ภาคตะวันออกของประเทศไทย. วารสารอาหาร และยา, 19(1), 44-51.

ศรีนวล สถิตวิทยานันท์. (2551). เพศสัมพันธ์ในผู้สูงอายุ.

สืบค้น วันที่9 เมษายน 2559, จาก http:// www.stou.ac.th/stoukc /elder/main1_6.html

สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ. (2553). เอกสารประกอบการประชุม

วิชาการเรื่อง โรคหย่อนสมรรถภาพทางเพศ. เครือข่ายโรงพยาบาลกรุงเทพ. ณ โรงพยาบาล กรุงเทพกรุงเทพฯวันที่29กันยายน2553. (อัดสำเนา).

สมบุญ เหลืองวัฒนากิจ. (ม.ป.ป). หลักการทำงานของ

เครื่องบริหารระบบสุญญากาศ. สืบค้น วันที่11 เมษายน 2559, จาก http://th.aliexpress.com/ promotion/promotion_vacuum-pumps-for- sale-promotion.htm

อมรา ทองหงษ์,กมลชนก เทพสิทธา,และภาคภูมิ จงพิริยะอนันต์.

(2555). รายงานการเฝ้าระวังโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พ.ศ. 2555. นนทบุรี:สำนักระบาดวิทยากรมควบคุม โรค กระทรวงสาธารณสุข. (อัดสำเนา).

Feldman, H. A., Goldstein, I., Hatzichristou, D. G.,

Krane, R. J., & McKinlay, J. B. (1994). Impotenceanditsmedicalandpsychological correlates: Results of the Massachusetts maleagingstudy. The Journal of Urology, 151(1), 54-61.

Hatzimouratidis, K., etal. (2010). Guidelineson

malesexualdysfunction: Erectiledysfunction and premature ejaculation. European Urology, 57(5), 804-814.

Kongkanand, A. (2000). Prevalence of erectile

dysfunction in Thailand. Thai Erectile Dysfunction EpidemiologicalStudy Group. International Journal of Andrology, 23 (suppl. 2), 77-80.

Lee, M. (2002). Erectiledysfunction. In Dipiro,

J. T. (Ed.). Textbook of pharmacotherapy: A pathophysiologic approach (6th ed.). pp.1511-1531. Philadelphia: McGraw-Hill.

McVary, K. T. (2007). Clinicalpractice. Erectile

dysfunction. The New England Journal of Medicine, 357(24), 2472-2481.

วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี ปีที่ 27 ฉบับที่ 2 มีนาคม - สิงหาคม 2559